บทความเกี่ยวกับสมุนไพร

วิธีการถ่ายทอดความรู้ทางการแพทย์แผนไทย

วิธีการถ่ายทอดความรู้ทางการแพทย์แผนไทย เป็นลักษณะปากต่อปากแล้วท่องจำ และ ต้องอาศัยประสบการณ์ที่ใช้การสังเกต จดจำให้ขึ้นใจ การศึกษาวิชาแพทย์จึงไม่ใช่ของง่าย ต้องอาศัยความมะนะ บากบั่น พากเพียร และอดทน เป็น เวลาแรมปี เพื่อจะได้ จดจำ คำสั่งสอน ได้แม่นยำ โดยครูจะสอนวิธีการตรวจรักษาคนไข้ สอนวิธีปรุงยา โดยเริ่มจาก สอน ให้รู้จักสิ่งต่างๆ ที่ใช้เป็นส่วนประกอบของยา ทั้งที่เป็นพืชวัตถุ และธาตุวัตถุ ศิษย์จะต้องทำตัวใกล้ชิด คอยสนใจปรนนิบัติ และติดตามถามไถ่เวลาที่ครูออกไปรักษาคนไข้ นอกสถานที่ต้องคอยติดตาม เพื่อจะได้เรียนรู้และหาความชำนาญ จากการสังเกตอาการของคนไข้โดยครูจะอธิบายให้รู้ถึงที่ตั้งแรกเกิดของโรค ชื่อของโรค และยาสำหรับ บำบัดโรคต้องให้แม่นยำ จวบจนสมัยที่มีตัวอักษรใช้ จึงมีการจดจารึก ความรู้ไว้ในที่ต่างๆ เช่น แกะไว้ในแผ่นหิน ไม้ หรือโลหะ โดยหวังให้วิชาแพทย์ คงอยู่ไม่เสื่อมสูญ สืบทอดมาจนมีการจารึก หรือเขียนลงในใบลาน และสมุดข่อย เรียกว่า "พระคัมภีร์ หรือพระ ตำรา "ซึ่งมีการคัดลอกต่อๆ กันมา ข้อความในพระคัมภีร์ หรือ ตำราแพทย์นั้นจะกล่าวและจำแนกไว้ตามความรู้ ความเชียวชาญของครู ได้แก่ อาการของโรค วิธีรักษา อีกทั้งสรรพคุณยาสมุนไพรไว้อย่างพร้อมมูล

การ แพทย์แผนไทย ผู้เป็นแพทย์สมัยก่อน จะต้องมีความรู้ ความสามารถในการปรุงยาเอง เพราะฉะนั้นจึงต้องเรียนรู้ เกี่ยวกับพันธุ์สมุนไพร ตามแต่ครูจะเห็นสมควร โดยในชั้นแรก จะต้องเรียนรู้ ชนิดของสมุนไพร และคุณสมบัติ ตลอดจนถึงการเก็บรักษา ส่วนพิกัดยาแต่ละชนิด นั้นศิษย์จะต้องอาศัยการสังเกตุ และจดจำเอาเอง ชั้นที่สอง คือ การศึกษาจากตำราแพทย์ จะต้องศึกษาจากคัมภีร์ ที่บอกลักษณะ อาการของโรค และตำรา คัมภีร์สรรพคุณ ที่ บอกรสยาทั้งปวง คัมภีร์ ที่ต้อง ศึกษา ในเบื้องต้น คือ สมุฎฐานวินิจฉัย ธาตุวินิจฉัย โรคนิทาน ปฐมจินดา มหาโชตรัต ตักกศิลา สาโรช รัตนมาลา ชวตาร ติจรณสังคหะ มุจฉาปักขันธิกา เป็นลำดับ ขั้นสุดท้าย คือ การทำนายโรคศึกษา โดยตามครู ไปเยี่ยมผู้ป่วย เรียกว่า ถือล่วมยาต่อมาจะมีความชำนาญ ขึ้นเป็นลำดับ จนรักษาเองได้ จึงถือว่า เรียนจบหลักสูตรและเป็นหมอที่มีครูแล้ว

หลักสูตร ของครูบางคน จะสอนวิชาไสยศาสตร์ให้ด้วย เรียกว่า ไสยรักษ์ คือการรักษาโรคภัยไข้เจ็บด้วยคาถา อาคม และนับว่า เป็นวิชาแพทย์แผนไทยแขนงหนึ่ง ดังความตอนหนึ่งใน คัมภีร์ ฉันทศาสตร์ ว่า

ผู้ใดจะเรียนรู้ พิเคราะห์ดูผู้อาจารย์

เที่ยงแท้ว่าพิสดาร ทั้งคุณไสยจึงควรเรียน

สักแต่เป็นแพทย์ได้ คัมภีร์ไสยไม่จำเนียร

ครูนั้นไม่ควรเรียน จำนำตนให้หลงทาง

ยุคก่อนกรุงสุโขทัย

สมัยเชียงแสนตอนต้น หรือสมัยโยนกนาคพันธ์ ประมาณ พ.ศ. 1300 ในรัชสมัยพระเจ้าสิงหนวัติ ซึ่งเป็นพระราชบุตรของพระเจ้ากลาหงส์ แห่งอาณาจักรน่านเจ้า (มณฑลยูนานประเทศจีน)การแพทย์ของไทยนอกจากจะมีตำราเดิมแบบไทยแท้ ซึ่งประกอบด้วยความเชื่อถือ ดั้งเดิม ของชนท้องถิ่น รวมทั้งสมุนไพรและไสยศาสตร์ แล้ว ยังได้ความรู้ผสมผสานมาจากการแพทย์อายุรเวทของอินเดีย ซึ่งขยายเข้ามาสมัยอาณาจักรลาวประมาณ พ.ศ.600 โดยเข้ามาพร้อมกับพระพุทธศาสนา หลักฐานที่ทำให้เชื่อว่า การแพทย์แผนไทย มีรากฐานมาจากการแพทย์ของอินเดีย ได้แก่ คัมภีร์แพทย์ของไทย มักจะมีคำกล่าวสรรเสริญท่านชีวกโกมารภัจจ์ในฐานะครูแพทย์และในตำราแพทย์ ส่วนใหญ่จะอ้างชื่อท่านชีวกโมารภัจจ์เป็นผู้เรียบเรียง นอกจากนี้คำศัพท์ในคัมภีร์แพทย์ยังปรากฏภาษาบาลี ซึ่งเป็นภาษาหลักในพระไตรปิฎกและมีบทสวดทางศาสนาเป็นจำนวนมากด้วย และยังได้รับอิทธิพลทางการแพทย์จากจีนด้วย เช่น ตำรับยา บำรุงหัวใจ และยา อายุวัฒนะ ที่แพทย์ไทย นำมาผสม ด้วยโกฐต่างๆ ได้แก่ กฤษณา กะลำพัก อบเชย ชะเอมเทศ เกสรทั้งเจ็ด อำพันทองเหล่านี้ เป็นต้น นอกจากนี้ยังได้มีการใช้แร่ธาตุรักษาโรค เช่น ปรอท สารหนู และเหล็ก ส่วนที่ได้มาจากสัตว์วัตถุ เช่น เขากวาง เลือดแรด กระดูก ถุงน้ำดี พร้อมทั้งพฤกษชาติที่มีคุณค่าทางยา การแพทย์แผนไทยได้รับการผสมผสานกับแพทย์แผนจีนน้อยมาก โดยพิจารณาจากวิธีการวินิจฉัยโรคที่แตกต่างกัน คือ ในการตรวจคนไข้แพทย์ จีน สมัยก่อน ให้ความสำคัญกับการจับชีพจร ในขณะที่ไทยให้ความสำคัญกับอาการป่วยที่ปรากฏมากที่สุด การเต้นของชีพจรเป็นเพียงส่วนประกอบ ที่จะนำมาวินิจฉัยเท่านั้น การตรวจโรคของแพทย์แผนไทยยังมีการซักประวัติโรคที่เคยเป็นมาก่อนอายุของคนไข้ เวลาที่เริ่มป่วยตรวจความร้อนโดยแตะตัวคนไข้ หรืออังวัดความร้อนที่หน้าผาก ตรวจลิ้น ตรวจเปลือกตา ด้านใน และดูผิวพรรณ แล้วจึงทำนายโรค

สมัยพระนางจามเทวี (พ.ศ.1204 – 1211 ) จากตำนานพระธาตุลำปางหลวง กล่าวว่า ฤาษีวาสุเทพ กับสุกกทันฤาษี ได้สร้างนครหริภุญชัยขึ้น แล้ว เห็นพร้องต้องกันว่า ผู้ชาย จะครองนคร หริภุญชัยได้ไม่นาน ควรให้ผู้หญิงมาครอง จึงได้พร้อม ใจกันอาญเชิญ พระนางจามเทวี (พระธิดาของเจ้าผู้ครองนคร ละโว้ปุระ หรือเมืองลพบุรี ในปัจจุบัน)จากเมืองละโว้ ให้มาครองนครหริภุญชัยในราว พ.ศ. 1204 พระนางจามเทวี ได้ขอพระราชทาน สิ่งที่เป็นมงคล จากพระราชบิดาไปด้วย เพื่อนำไปประกอบกิจให้เป็นประโยชน์ ทั้งภายในและภายนอก ดังนี้

สมัยพระนางจามเทวี (พ.ศ.1204 – 1211) จากตำนานพระธาตุลำปางหลวง กล่าวว่า ฤาษีวาสุเทพ กับสุกกทันฤาษีได้สร้างนครหริภุญชัยขึ้นแล้วเห็นพร้องต้องกันว่า ผู้ชาย จะครองนคร หริภุญชัยได้ไม่นาน ควรให้ผู้หญิงมาครอง จึงได้พร้อมใจกันอาญเชิญพระนางจามเทวี(พระธิดาของเจ้าผู้ครองนครละโว้ปุระหรือเมืองลพบุรี ในปัจจุบัน)จากเมืองละโว้ ให้มาครองนครหริภุญชัย ในราว พ.ศ. 1204 พระนางจามเทวี ได้ขอพระราชทานสิ่งที่เป็นมงคลจากพระราชบิดาไปด้วย เพื่อนำไปประกอบกิจให้เป็นประโยชน์ทั้งภายในและภายนอก ดังนี้

สมัยพระนางจามเทวี (พ.ศ.1204 – 1211) จากตำนานพระธาตุลำปางหลวง กล่าวว่า ฤาษีวาสุเทพ กับสุกกทันฤาษี ได้สร้างนครหริภุญชัยขึ้น แล้วเห็นพร้องต้องกันว่า ผู้ชาย จะครองนคร หริภุญชัยได้ไม่นาน ควรให้ผู้หญิงมาครอง จึงได้พร้อมใจกันอาญเชิญ พระนางจามเทวี(พระธิดาของเจ้าผู้ครองนคร ละโว้ปุระ หรือเมืองลพบุรี ในปัจจุบัน) จากเมือง ละโว้ ให้มาครองนครหริภุญชัยในราว พ.ศ. 1204 พระนางจามเทวีได้ขอพระราชทาน สิ่งที่เป็นมงคล จากพระราชบิดาไปด้วย เพื่อนำไปประกอบกิจให้เป็นประโยชน์ ทั้งภายในและภายนอก ดังนี้

  • พระมหาเถร ที่ทรงปิฎก ประมาณ 500 องค์
  • หมู่ปะขาวทั้งหลายที่ตั้งอยู่ในเบญจศีล 500 คน
  • บัณฑิต 500 คน
  • หมู่ช่างสลัก 500 คน
  • ช่างแก้วแหวน 500 คน
  • พ่อเลียง 500 คน
  • แม่เลี้ยง 500 คน
  • หมู่หมอโหรา 500 คน
  • หมอยา 500 คน
  • ช่างเงิน 500 คน
  • ช่างทอง 500 คน
  • ช่างเหล็ก 500 คน
  • ช่างเขียน 500 คน
  • หมู่ช่างทั้งหลายต่างๆ 500 คน
  • หมู่พ่อเวียงทั้งหลาย 500 คน (คนงานฝ่ายก่อสร้าง)แสดงว่า หมอยา เป็นกลุ่มบุคคลที่มีความสำคัญมากกลุ่มหนึ่งในสังคม

สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่7(พ.ศ.1724-1762) เป็นกษัตริย์ของขอมที่ได้ปราบดาภิเศก เป็นพระเจ้าแผ่นดินเมื่อ พ.ศ.1724 ภายหลังจากปราบขบถในนครธม และกอบกู้บ้านเมืองได้สำเร็จ พระองค์ต้องใช้เวลาถึง 10 ปี ในการปฎิสังขรณ์ซ่อมแซมบ้านเมือง และสร้างถาวรวัตถุขึ้นใหม่ ตามจารึกหลักพระขรรค์ไชยศรี บทที่ 123 ระบุไว้ว่า ได้โปรดให้สร้างถนน 17 สาย บ้านซึ่งมีไฟ(ซึ่งน่าจะหมายถึงที่พักสำหรับคนเดินทาง )จำนวน 121 แห่ง และโรงพยาบาล หรือที่ปรากฏในจารรึกว่า อโรคยศาล จำนวน 102 แห่ง กระจายอยู่ทั่วราชอาณาจัร ในราวพุทธศตวรรษ ที่ 18 หรือประมาณ 800 กว่าปี มาแล้วอโรคยาศาลนี้สันนิษฐานว่า สร้างด้วยไม้ส่วนใหญ่ จึงหักพังสูญหายไปคงเหลือแต่วิหารหรือ ศาสนสถานของโรงพยาบาล และศิลาจารึกที่สร้างด้วยอิฐหิน หรือศิลาแลงไว้เป็นหลักฐานเท่านั้น ศิลาจารึก ที่พบบริเวณโรงพยาบาล เรียกว่า ศิลาจารึก โรงพยาบาล ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย มีทั้งหมด 5 แห่งคือ

1. จารึกจากประสาทตาเมียนโตจ

2. จารึกปราสาท อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์

3. จารึกจากด่านประคำ อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์

4. จารึกพิมาย จังหวัดนครราชสีมา

5. จารึกวัดกู่ บ้านหนองบัว อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์

6. จารึกจากกู่แก้ว อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นจารึก เกี่ยวกับพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 พบล่าสุด เมื่อปี พ.ศ.2529

ศิลา จารึกดังกล่าวมีข้อความเหมือนกันเกือบทั้งหมด คือ กล่าวสรรเสริญพระพุทธเจ้า กษัตริย์ และการจัดระเบียบ แบบแผนของสถานพยาบาล นอกจากนี้ยังได้กล่าวถึงการเบิก จ่ายอาหารและยา จากท้องพระคลังหลวง รวมทั้งได้ระบุชื่อยา ชื่อ สมุนไพร ตลอดจนจำนวนของแต่ละสิ่งไว้ในจารึก ซึ่งอาจสรุปสาระสำคัญของข้อมูลเกี่ยวกับ คติความเชื่อและ การจัดแบบแผนของอโรคยศาลได้ 4 ประการคือ

1. การบูชาพระโพธิสัตว์ ในพุทธศาสนาลัทธิมหายาน รวมทั้งพระไภษัยชยคุรุไวฑูรยประภา

2. ความสนพระทัยของพระเจ้าชัยวรมันที่7 ในความทุกข์อันเกิดจากโรคภัยของประชาชน จึงทรงให้สร้างอโรคยศาล เพื่อใช้เป็นที่รักษาพยาบาลตามท้องถิ่น

3. จำนวนเจ้าหน้าที่ และวัสดุสิ่งของที่ต้องใช้ในแต่ละวันในอโรคยศาล

4. กำหนดให้อโรคยศาลเป็นที่ประกอบกิจพิธีทางศาสนา

จากแนวความคิดและการศึกษาของศาสตราจารย์ ยอร์ช เซเดส ทำให้ทราบว่า คนไข้ที่เข้ารับการรักษาตัวที่อโรคยาศาล จะเข้าพักในสถานพยาบาล ซึ่งเป็นอาคารที่สร้างด้วยไม้ แต่ปัจจุบัน ได้ผุพังไปหมดแล้ว ผู้ป่วยจะไม่พักอาศัยอยู่ในอาคารที่สร้างด้วยหิน หรือศิลาแลง เนื่องจากอาคารที่สร้างด้วยหินหรือศิลาแลงนั้น จะสงวนไว้สำหรับพระผู้เป็นเจ้า(เป็นที่ประดิษฐานรูปเคารพ)เท่านั้น แม้แต่พระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญสูงสุด ก็ยังทรงประทับอยู่ในพระราชมณเฑียรที่ทำด้วยไม้ หลักศิลาจารึก สร้างโรงพยาบาล ที่พบ ณ ประสาทตาเมียนโตจ จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งพบที่เมืองชัยภูมิ ที่เมืองคนบุรี นมหวาน และที่ด่านประคำ จังหวัดนครราชสีมา (ดังปรากฏอยู่ในหอวชิรญาณ) ข้อความในจารึก ได้กล่าวสรรเสริญ พระ เกียรติยศ ของพระบาทชัยวรมัน ที่ได้จัดสร้าง โรงพยาลาลรักษาคนไข้ รวมถึงสมุนไพรที่ใช้ในการรักษาโรค นอกจากนี้ยังได้กล่าวถึงการบริหารงานในโรงพยาบาลจำนวน 102 โรง และในพระแท่นของโรงพยาบาลต่างๆ มีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ 798 องค์ จำนวนข้าวสาร ที่เอามาเลี้ยงคนไข้ในโรงพยาบาลมีจำนวน ปีละ 117,200 ชาริกา( ชาริกา เป็นมาตรา ส่วนที่ใช้กันในพุทธศักราช 1724 ณ บริเวณแหลมทอง)ซึ่งมีอัตราดังนี้

  • 2 ปะณะ เป็น มาษ
  • 4 ปะณะ เป็น กุฑุวะ
  • 4 กุฑุวะ เป็น ปรสถะ
  • 16 ปรสถะ เป็น โทรณะ
  • 4 โทรณะ เป็น ชาริกา
  • 11 ปะสะ เป็น ตุลา(คือตุลกัฎฎี เห็นจะเป็นชั่ง)

จำนวนชาวนาที่ทำนาเพื่อส่งข้าวให้โรงพยาบาล ทั้งหญิงและชาย มีอยู่ 81,640 คน และจำนวนหมู่บ้านของชาวนา 838 หมู่บ้าน

การบริหารงานในโรงพยาบาล ประกอบด้วย ฝ่ายต่างๆ ดังนี้

1. ผู้ดูแล 4 คน(เป็นแพทย์ 2 คน โดยมีบุรุษ 1 คน และสตรี 1 คน เป็นผู้ให้สถิติ)

2. ผู้ดูแลทรัพย์ จ่ายยา รับข้าวเปลือกและฟืน ใช้บุรุษ 2 คน

3. ผู้หุงต้มทำความสะอาด จ่ายน้ำ หาดอกไม้ และหญ้า บูชายัญ ใช้บุรุษ 2 คน

4. ผู้จัดพลีทาน ทำบัตร จ่ายบัตรสลาก และ หาฟืน เพื่อต้มยา ใช้บุรุษ 2 คน

5. ผู้ดูแลโรงพยาบาล และส่งยา ให้แก่บุรุษแพทย์ เป็นบุรุษ 14 คน

6. ผู้โม่ หรือ บดยาที่สันดาบ ด้วยน้ำ เป็นสตรี 6 คน

7. ผู้ทำหน้าที่ตำข้าวเปลือก 2 คน

8. ผู้ปฎิบัติงานในโรงพยาบาล ในจารึกสุรินทร์ 2 ระบุ จำนวนรวม 98 คน

ส่วนการจัดระบบด้านการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาล และการจัดหายามาบริการยังไม่เพียงพอ อำนาจเหนือธรรมชาติ เวทมนตร์ และความเชื่อ ความศรัทธาทางศาสนา จึงเข้ามา มีบทบาทสำคัญในการรักษาพยาบาลด้วย ซึ่งจะเห็นได้จากการสร้างพระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภา(พระโพธิสัตว์ ไภษัชคุรุไวฑูรยประภา)ซึ่งแปลว่า เป็นนครูแห่งโอสถทั้งหลาย มีรัศมีประดุจดังไพฑูรย์ เป็นที่เคารพแห่งมนุษย์ ทั้งหลายในสมัยนั้น มีอานุภาพในการรักษาโรคภัย ไข้เจ็บ มักทำเป็นรูปพระพุทธรูป ทรงเครื่องปางนาคปรก แม้ว่าบางรูปจะไม่ปรากฏพังพานนาค แต่ยังคงมีขนดหางนาค แตกต่างจากพระพุทธรูปทรงเครื่องนาคปรก ก็คือ ภายในพระหัตถ์ที่ประสานกันเหนือเพลา มีวัตถุรูปกรวยอยู่ภายในวัตถุนี้สันนิษฐานไว้ต่างๆกัน